Skip to main content

AWS

AWS

Amazon Web Services (AWS) คือผู้ให้บริการ Cloud Computing รายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งนำเสนอบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มให้แก่องค์กรและนักพัฒนาทั่วโลกในรูปแบบ Pay-as-you-go (จ่ายเท่าที่ใช้)

ประวัติของ AWS Cloud

AWS ถูกเปิดตัวภายใน Amazon.com ตั้งแต่ปี 2002 เพราะพวกเขาตระหนักว่าแผนก IT สามารถทำให้เป็นบริการภายนอกได้ โครงสร้างพื้นฐานของ Amazon เป็นหนึ่งในจุดแข็งหลักของบริษัท และพวกเขาคิดว่า “บางทีเราอาจทำ IT ให้กับคนอื่นได้”

AWS เปิดตัวบริการแรกต่อสาธารณะคือ SQS ในปี 2004 และในปี 2006 ก็ขยายบริการโดยเปิดตัว SQS, S3 และ EC2 อย่างเป็นทางการ (เราจะได้เรียนรู้บริการเหล่านี้ในคอร์สนี้)

หลังจากนั้น AWS ก็ขยายออกไปนอกสหรัฐอเมริกา เช่น ยุโรป และปัจจุบัน แอปพลิเคชันใหญ่ ๆ จำนวนมากเคยรันหรือยังคงรันอยู่บน AWS เช่น Dropbox, Netflix, Airbnb และ NASA

AWS ในปัจจุบัน

หากดูจาก Magic Quadrant ของ Gartner จะเห็นว่า AWS เป็นผู้นำตลาดต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว โดยมีรายได้กว่า 90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 31% ในไตรมาส 1 ปี 2024 ตามมาด้วย Microsoft ที่ 25%

AWS เป็นผู้บุกเบิกและผู้นำในตลาดมาแล้วกว่า 13 ปีติดต่อกัน และมีผู้ใช้งานมากกว่า 1 ล้านคน การเรียนรู้ AWS จึงเป็นการปูทางที่มั่นคงสู่ความสำเร็จในโลกคลาวด์

สามารถสร้างอะไรได้บ้างบน AWS?

เกือบทุกอย่าง AWS ทำให้คุณสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนและขยายได้ (scalable) ซึ่งนำไปใช้ได้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น Netflix, McDonald's, 21st Century Fox, Activision ต่างก็ใช้คลาวด์

Use case ที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ย้ายระบบ IT ขององค์กรขึ้นคลาวด์
  • ใช้คลาวด์เพื่อ สำรองข้อมูลและเก็บ storage
  • Big Data Analytics
  • โฮสต์เว็บไซต์
  • ทำ backend สำหรับ Mobile หรือ Social Apps
  • รัน Game Server เต็มรูปแบบ
  • รันเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันผ่าน EC2 หรือ Beanstalk
  • เก็บไฟล์และแบ็กอัปข้อมูลไว้บน S3
  • ใช้ Lambda รันฟังก์ชันแบบไม่ต้องเปิดเซิร์ฟเวอร์
  • ติดตั้งระบบ Monitoring และ Alert ผ่าน CloudWatch
  • ใช้ IAM จัดการสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้และบริการ

ทำไมต้องใช้ AWS?

  • ความยืดหยุ่นสูง: สามารถเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามต้องการ
  • ขยายระบบได้ง่าย: รองรับผู้ใช้งานระดับโลก
  • ความปลอดภัยมาตรฐานสากล: ผ่านการรับรองด้าน Compliance หลากหลายมาตรฐาน
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน: ไม่ต้องลงทุนในเซิร์ฟเวอร์หรือฮาร์ดแวร์

หมวดหมู่บริการหลักของ AWS

1. Compute

  • Amazon EC2 (Elastic Compute Cloud) – เครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน
  • AWS Lambda – รันโค้ดแบบไม่ต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์ (Serverless)
  • Elastic Beanstalk – Platform สำหรับ Deploy Application อัตโนมัติ

2. Storage

  • Amazon S3 (Simple Storage Service) – บริการเก็บไฟล์แบบ Object Storage
  • Amazon EBS (Elastic Block Store) – ดิสก์สำหรับ EC2
  • Amazon Glacier – เก็บข้อมูลระยะยาว ราคาประหยัด

3. Networking

  • Amazon VPC (Virtual Private Cloud) – เครือข่ายเสมือนส่วนตัว
  • Security Groups & NACLs – ควบคุมการเข้าออกของทราฟฟิก
  • Amazon Route 53 – ระบบจัดการ DNS
  • Amazon CloudFront – Content Delivery Network (CDN)

4. Security & Identity

  • IAM (Identity and Access Management) – จัดการผู้ใช้และสิทธิ์เข้าถึง
  • KMS (Key Management Service) – การจัดการคีย์เข้ารหัส
  • AWS CloudTrail – บันทึกกิจกรรมการใช้งานทั้งหมด

5. Monitoring & Management

  • Amazon CloudWatch – ตรวจสอบทรัพยากร, สร้าง Alert
  • AWS Config – ตรวจสอบ Compliance ของ Resource
  • Trusted Advisor – แนะนำการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและต้นทุน

แนวคิดพื้นฐานของ AWS

  • Region – พื้นที่ให้บริการ (เช่น us-east-1, ap-southeast-1)
  • Availability Zone (AZ) – ศูนย์ข้อมูลย่อยใน Region
  • Resource – สิ่งที่สร้างหรือใช้งานบน AWS (เช่น EC2, S3 Bucket)
  • Pay-as-you-go – จ่ายเท่าที่ใช้ ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น
  • Scalability – การขยายขนาดระบบตามโหลด

โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ AWS (AWS Global Infrastructure)

AWS เป็นระบบระดับโลก โดยมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่:

  • Regions
  • Availability Zones (AZs)
  • Data Centers
  • Edge Locations และ Points of Presence (PoPs)

บนเว็บไซต์ AWS คุณจะเห็นแผนที่โครงสร้างพื้นฐานโลกของ AWS ซึ่ง Regions แสดงเป็นสีส้ม เช่น Paris, Spain, Ohio, Sao Paulo, Cape Town, Mumbai และอื่น ๆ

แต่ละ Region เชื่อมต่อกันด้วย เครือข่ายส่วนตัว (private network) ของ AWS และใน Region หนึ่ง ๆ เช่น Cape Town จะมี Availability Zones แสดงเป็นจุดสีน้ำเงิน

AWS Regions

Region คือกลุ่มของ Data Center ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน เช่น Ohio, Singapore, Sydney, Tokyo

  • ชื่อ Region จะอยู่ในรูปแบบ เช่น us-east-1 หรือ eu-west-3
  • ส่วนใหญ่แล้ว บริการ AWS จะผูกกับ Region (region-scoped)
  • การใช้บริการใน Region หนึ่ง จะ ไม่เกี่ยวข้อง กับการใช้บริการใน Region อื่น

ปัจจัยในการเลือก Region

  1. Compliance (ข้อกำหนดทางกฎหมาย): บางประเทศบังคับให้ข้อมูลต้องอยู่ภายในประเทศ เช่น ฝรั่งเศส → ข้อมูลต้องอยู่ใน Region ฝรั่งเศส
  2. Latency (ความหน่วง): วางระบบใกล้ผู้ใช้งานเพื่อลด Latency เช่น หากผู้ใช้อยู่ในอเมริกา แต่คุณวางระบบที่ออสเตรเลีย → จะเกิดการ lag
  3. Service Availability (ความพร้อมของบริการ): ไม่ใช่ทุก Region จะมีทุกบริการ ต้องเช็กก่อน
  4. Pricing (ราคา): ราคาต่างกันไปตาม Region ต้องตรวจสอบจากหน้า Pricing

Availability Zones (AZs)

  • แต่ละ Region มี 3 – 6 Availability Zones
  • ตัวอย่าง: Sydney (ap-southeast-2) มี 3 AZs คือ ap-southeast-2A, ap-southeast-2B, ap-southeast-2C
  • AZ หนึ่งประกอบด้วย Data Center แยกออกจากกัน พร้อมระบบไฟฟ้า, เครือข่าย, การเชื่อมต่อที่สำรอง
  • AZs ถูกออกแบบให้ แยกความเสียหายกัน → หาก AZ หนึ่งล่ม อีก AZ จะไม่กระทบ
  • เชื่อมต่อกันด้วย เครือข่ายความเร็วสูง (High Bandwidth, Ultra-Low Latency)

Points of Presence (PoPs) และ Edge Locations

AWS มี มากกว่า 400 PoPs ใน 90 เมือง ครอบคลุม 40 ประเทศ

  • ใช้สำหรับ Content Delivery ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด
  • ลด Latency
  • จะเจาะลึกในหัวข้อ Global Section

AWS Console Overview

  • Global Services (ใช้ได้ทั่วโลก): IAM, Route 53, CloudFront, WAF
  • Region-Scoped Services (ขึ้นกับ Region): EC2, Elastic Beanstalk, Lambda, Rekognition

หากต้องการเช็กว่า บริการไหนมีใน Region ไหน ให้ดูที่ AWS Region Table ใน Console

เริ่มต้นกับ AWS อย่างไร?

  1. สมัครบัญชีที่ https://aws.amazon.com
  2. ทดลองใช้ Free Tier สำหรับบริการต่าง ๆ ฟรีใน 12 เดือนแรก
  3. ติดตั้ง AWS CLI และฝึกใช้ผ่าน Terminal
  4. ลองสร้าง EC2 Instance แรกของคุณ
  5. ศึกษาเพิ่มเติมผ่าน AWS Skill Builder หรือคอร์สออนไลน์

หมายเหตุ: AWS มีบริการมากกว่า 200 รายการ ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้เฉพาะส่วนที่ต้องการได้ตามความเหมาะสมของงาน

แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม