Skip to main content

basic-commands-set-get

นี่คือตัวอย่างของไฟล์ .md สำหรับ Redis Basic Commands / SET, GET ในภาษาไทย:

# คำสั่งพื้นฐานของ Redis / SET, GET

Redis เป็นฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ซึ่งรองรับคำสั่งพื้นฐานหลายชนิด สำหรับการทำงานกับข้อมูล ในส่วนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับคำสั่งพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุด ได้แก่ `SET` และ `GET` ซึ่งใช้ในการจัดการข้อมูลประเภทสตริง (String)

## 1. คำสั่ง SET

คำสั่ง `SET` ใช้ในการกำหนดค่าให้กับคีย์ (Key) ใน Redis ซึ่งจะทำให้คีย์นั้นเก็บค่าที่กำหนดไว้

### 1.1 การใช้งานคำสั่ง SET

การใช้คำสั่ง `SET` จะมีรูปแบบดังนี้:
```bash
SET <key> <value>

ตัวอย่าง:

127.0.0.1:6379> SET name "Redis"
OK

ในตัวอย่างนี้ คำสั่ง SET จะตั้งค่าให้คีย์ name เก็บค่าของ Redis ไว้

1.2 การตรวจสอบผลลัพธ์จากคำสั่ง SET

เมื่อคำสั่ง SET สำเร็จ Redis จะแสดงคำตอบเป็น OK เพื่อยืนยันว่าการตั้งค่าคีย์สำเร็จ

1.3 การตั้งค่าคีย์ด้วยค่าอื่น

คุณสามารถตั้งค่าคีย์กับค่าใดก็ได้ที่คุณต้องการ เช่น ตัวเลข, ข้อความ, หรือแม้แต่ JSON string

ตัวอย่างการตั้งค่าคีย์ที่เก็บตัวเลข:

127.0.0.1:6379> SET age 25
OK

1.4 การตั้งค่าคีย์พร้อมหมดอายุ (Expiration)

หากคุณต้องการให้คีย์มีอายุการใช้งาน (Expire) หลังจากเวลาที่กำหนด สามารถใช้คำสั่ง SET พร้อมตัวเลือก EX หรือ PX:

  • EX ใช้การตั้งค่าเวลาหมดอายุเป็นวินาที
  • PX ใช้การตั้งค่าเวลาหมดอายุเป็นมิลลิวินาที

ตัวอย่าง:

127.0.0.1:6379> SET temp "Hello" EX 10
OK

คีย์ temp จะหมดอายุหลังจาก 10 วินาที

2. คำสั่ง GET

คำสั่ง GET ใช้ในการดึงค่าของคีย์ที่ถูกตั้งไว้ใน Redis หากคีย์ที่ระบุมีอยู่ในฐานข้อมูล Redis ค่าของคีย์นั้นจะถูกส่งกลับมา

2.1 การใช้งานคำสั่ง GET

การใช้คำสั่ง GET จะมีรูปแบบดังนี้:

GET <key>

ตัวอย่าง:

127.0.0.1:6379> GET name
"Redis"

ในตัวอย่างนี้ คำสั่ง GET จะดึงค่าของคีย์ name ซึ่งเก็บค่า Redis ไว้ และแสดงค่าดังกล่าวออกมา

2.2 การจัดการกรณีที่คีย์ไม่พบ

หากคีย์ที่ใช้ในคำสั่ง GET ไม่มีอยู่ใน Redis Server คำสั่งจะคืนค่าผลลัพธ์เป็น nil

ตัวอย่าง:

127.0.0.1:6379> GET age
(nil)

ในตัวอย่างนี้ เนื่องจากคีย์ age ยังไม่ถูกตั้งค่าไว้ใน Redis จึงได้รับผลลัพธ์เป็น nil

3. การใช้คำสั่ง SET และ GET ร่วมกัน

คำสั่ง SET และ GET เป็นคำสั่งที่ใช้ในการจัดการข้อมูลใน Redis ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยสามารถใช้งานได้ในลักษณะต่อเนื่อง

ตัวอย่าง:

  1. ใช้คำสั่ง SET เพื่อเก็บข้อมูล:

    127.0.0.1:6379> SET username "user1"
    OK
  2. ใช้คำสั่ง GET เพื่อดึงข้อมูล:

    127.0.0.1:6379> GET username
    "user1"

4. สรุป

  • SET: ใช้ในการตั้งค่าคีย์ใหม่หรืออัปเดตค่าของคีย์ที่มีอยู่ใน Redis
  • GET: ใช้ในการดึงค่าของคีย์ที่ถูกตั้งไว้ใน Redis

ทั้งสองคำสั่งเป็นคำสั่งพื้นฐานที่ใช้บ่อยในการทำงานกับ Redis ในการจัดการข้อมูลประเภทสตริง (String)


คุณสามารถบันทึกไฟล์นี้เป็น `redis-basic-commands-set-get.md` หรือชื่อที่คุณต้องการได้ค่ะ